แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรุงเทพ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2553

อุทยานเบญจสิริ

อุทยานเบญจสิริ
 (Benjasiri Park)


ประวัติความเป็นมา

"อุทยานเบญจสิริ" เป็นนามพระราชทานของสวนสาธารณะแห่งนี้ซึ่งกระทรวงการคลังโดย กรมธนารักษ์ จัดสร้างขึ้นตามที่ได้รับมอบหมายจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2532 อนุมัติให้กรมอุตุนิยมวิทยา ย้ายที่ทำการจากที่ดินราชพัสดุไปสร้างใหม่ ณ ถนนบางนาตราด ด้วยเหตุที่ตั้งเดิมเป็นเขตที่มีปัญหามลภาวะ ทางอากาศส่งผลให้การตรวจอากาศทำได้ไม่เที่ยงตรง พร้อมให้สร้างสวนสาธารณะในบริเวณดังกล่าวแทน เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายในวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถครบ 5 รอบวันที่ 12 สิงหาคม 2535 และเพื่อเป็นการระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงต่อพระราช กรณียกิจของพระองค์ เกี่ยวกับการเสริมสร้างสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนคุณภาพชีวิตของพสกนิกรชาวไทย กรมธนารักษ์ เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2533 โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานอื่นหลายหน่วยทงานี่มีจุดประสงค์ร่วมกันในการเฉลิมพระเกียรติ และเล็งเห็นประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งคุณค่ามหาศาลของ พื้นที่สีเขียวใจกลางเมืองย่านธุรกิจการค้าสำคัญที่มีมูลค่าที่ดินแปลงนี้สูงถึง 4,000 ล้านบาทในขณะนั้น นับเป็นเพราะพระบารมีโดยแท้ จึงเกิดแหล่งธรรมชาติแห่งนี้ขึ้น ตอบสนองความต้องการด้านจิตใจที่อ่อนล้า จากความเครียดในชีวิตประจำวัน ที่ไม่อาจทดแทนด้วยความเจริญด้านวัตถุ
ลักษณะเด่นและจุดที่น่าสนใจของสวน

         การแสดงน้ำพุดนตรี เป็นจุดดึงดูดสายตาหน้าสวน โดยการจัดแสดงประติมากรรม "หรรษา" ผลงานของ มีเซียม ยิบอินซอย ประกอบน้ำพุกระโดด น้ำพุหมอก และน้ำพุดนตรี ซึ่งเป็นม่านน้ำพุ เคลื่อนไหว ในลีลาผสานจังหวะเพลง ดูรื่นเริงราวเต้นระบำเปิดแสดง 3 รอบ คือ เวลา06.00-07.00 น. เวลา 12.00-13.00 น. และเวลา 18.00-20.00 น. ทุกวัน ประติมากรรมประดับสวน มีให้เลือกชมถึง 16 ชิ้น ได้แก่ "เกิด" "วันเด็ก""รำมะนา" "ชีวิตและศรัทธา" "รอยศรัทธา" "เด็ก" "เติบโต" "งอกงาม" "พื้นพิภพและจักรวาล" "วัว" "ยอดสูงส่งฐานมั่นคง" "สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพ" "สัญลักษณ์แห่งชีวิต""มนุษย์" "สัมพันธภาพในโครงสร้าง" "ลีลาแห่งสัมพันธภาพ" เมื่อรวมกับ "หรรษา" และประติมากรรมเหรียญที่ระลึกฯจึงเป็น 18 ชิ้น   ลานกีฬา เป็นการจัดพื้นที่รอบนอกเพื่อประชาชนที่ชื่นชอบการออกกำลังกายและเล่นกีฬากลางแจ้ง เช่น สนามตะกร้อสนามวอลเล่ย์บอล สนามบาสเก็ตบอล และสวนสุขภาพให้เลือกใช้บริการ สนามเด็กเล่น มีชุดเครื่องเล่นในจินตนาการไว้เรียกความสนใจจากเด็กโดยการเสนอรูปแบบ การผจญภัย ค้นหา ปีนป่าย เป็นสถานที่ยอดนิยมในวันหยุดของทั้งเด็กไทยและต่างชาติ   ธรรมะในสวน อีกบทบาทของสวนสาธารณะ สถานที่เพื่อจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนา จัดให้มีการทำบุญตักบาตร และฟังธรรมเทศนา ทุกวันอาทิตย์สัปดาห์ที่ 2 ของเดือน เวลา 06.30 -08.30 น. ดนตรีในสวน หนึ่งในกิจกรรมหลากหลายในสวนเพื่อพักผ่อนคลายความเครียด โดยชวนกัน มาฟังเพลงโปรดในแนวไทย หรือสากล ตามโปรแกรมการแสดงดนตรีวันเสาร์-อาทิตย์ในช่วงเย็นที่จัดหมุนเวียนไปตามสวนสาธารณะหลายแห่งทั่วกรุง

ขันลงหิน






ชุมชนบ้านบุ

แหล่งทำขันลงหิน


แหล่งทำขันลงหินบ้านบุ


การทำขันลงหินเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนที่สืบทอดกันมา เป็นงานที่ใช้แรงงานเกือบทั้งหมด ระยะหลังได้ใช้เครื่องจักรเข้ามาช่วยในขั้นตอนขัดครั้งสุดท้าย เล่ากันว่าครอบครัวที่ทำมีต้นตระกูลมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกได้อพยพมาอยู่ที่บางลำพู ภายหลังได้ย้ายมายังบ้านบุ
สมัยก่อนจะใช้ทองม้าล่อที่เป็นทองจากเมืองจีนหลอมเป็นเนื้อขัน ปัจจุบันใช้ทองแดงผสมดีบุกกับเศษทองที่เหลือจากขันเก่า ซึ่งเชื่อว่ามีทองม้าล่อ
เจือปนอยู่ ผสมโลหะ ๓ ชนิด ตามอัตราส่วนใส่ในเบ้าหลอมรูปถ้วยที่ทำจากดินผสมแกลบ นำไปหลอมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเทออกเป็นแผ่นกลมในเบ้าที่มีน้ำหล่ออยู่ เอาขึ้นเผาไฟอีกครั้ง เมื่อได้ที่แล้วจึงใช้ค้อนตีแผ่ให้เสมอจนขึ้นเป็นรูปขัน นำไปตีลาย แล้วกลึงด้วยเครื่องกลึงที่เรียกว่า “ภระมร” จากนั้นเป็น

การขัดเงา สมัยก่อนใช้หินละเอียดผสมน้ำห่อผ้าใส่ในขันแล้วเหยียบหรือคลึง ขัดลบรอยในขันจนขึ้นเงาเรียกวิธีนี้ว่า “ลงหิน” ปัจจุบันใช้เบ้าหลอมที่หลอมส่วนผสมตั้งแต่ต้นทุบให้ละเอียด ผสมน้ำแล้วห่อผ้าลงใช้ขัดแทน เรียกว่า “เหยียบเบ้า”
ปัจจุบันขันลงหินมักจะถูกเก็บรักษาไว้เป็นเครื่องตกแต่งบ้านในลักษณะประเพณีมากกว่าจะใช้ในชีวิตประจำวัน และยังเป็นที่นิยมของชาวต่างประเทศ










วันจันทร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2553

สวนจตุจักร




สวนจตุจักร (Jatujak Park)


ประวัติความเป็นมา

ตลาดแห่งนี้มีความเป็นมายาวนานกว่า 60 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลมีนโยบายให้จัดตั้งตลาดนัดขึ้นในทุกจังหวัด สำหรับกรุงเทพนั้นได้เลือกสนามหลวงเป็นสถานที่จัดตลาดนัด แต่เพียงไม่ถึงปีทางราชการก็ย้ายตลาดนัด ไปอยู่ในพระราชอุทยานสราญรมย์แล้วจึงย้ายออกไปตั้งอยู่บริเวณสนามชัย และย้ายตลาดนัดกลับไปอยู่ที่สนามหลวงในปี พ.ศ. 2501 ต่อมาในปี พ.ศ. 2521 ได้มีนโยบายใช้สนามหลวงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจ และจัดงานกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี การรถไฟแห่งประเทศไทยจึงได้มอบที่ดินย่านพหลโยธินตอนต่อจากสวนจตุจักรด้านทิศใต้ให้แก่กรุงเทพมหานครเพื่อใช้ในกิจการสาธารณะประโยชน์ และกรุงเทพมหานครได้ปรับพื้นที่เพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยและขณะเดียวกันก็พยายามย้ายผู้ค้าจากสนามหลวงมาด้วย จนกระทั่งดำเนินการสำเร็จ เมื่อปี พ.ศ. 2525 โดยใช้ชื่อว่าตลาดนัดย่านพหลโยธิน ต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ตลาดนัดจตุจักร” ให้สอดคล้องกับสวนสาธารณะจตุจักรในบริเวณใกล้เคียง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 จนถึงปัจจุบัน''  การรถไฟแห่งประเทศไทยทูลเกล้าฯ ถวายที่ดินเพื่อจัดสร้างสวนสาธารณะขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 4 จักรราศีในปี 2519 ทรงพระราชทานชื่อสวนว่า “จตุจักร” ภายในสวนปลูกต้นไม้นานาชนิด โดยแบ่งเป็นสวนต่างๆ เช่น สวนสมุนไพร สวนพันธุ์ไม้ในวรรณคดี ฯลฯ

ตลาดนัดจตุจักร สำหรับผู้ที่ชอบซื้อของและต่อรองราคา ที่นี่คือ “สวรรค์ของคุณ” โดยทุกวันพุธและพฤหัสจะเป็นตลาดค้าส่งต้นไม้ ส่วนวันเสาร์และอาทิตย์นั้นจะเปลี่ยนเป็นตลาดนัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งเป็นศูนย์รวมร้านค้ากว่า 8,000 ร้านจากทุกภูมิภาคของประเทศ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 26 โครงการ กลุ่มสินค้ามีตั้งแต่ของแต่งบ้าน ของสะสม ของเก่า เครื่องประดับ งานศิลปะหัตกรรม เฟอร์นิเจอร์ สัตว์เลี้ยง เสื้อผ้า ต้นไม้ หนังสือเก่า อาหารพื้นเมือง สินค้าเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกมากมาย

การเดินทาง
มีหลายรูปแบบทั้งรถยนต์ส่วนตัวซึ่งต้องนำไปจอดที่ลานจอดรถตลาดนัดจตุจักรหรือ Park & Ride และมีรถรับส่งระหว่างลานจอดรถกับตลาดนัดจตุจักร (ประตู 2) หรือนั่งรถประจำทางซึ่งมีหลายสายผ่าน และที่สะดวกมากก็คือโดยสารรถไฟฟ้าบีทีเอส ลงที่สถานีหมอชิต หรือรถไฟฟ้าใต้ดิน ลงที่สถานีกำแพงเพชร นอกจากนี้ก็ยังมีรถแท็กซี่ และรถตู้หลายสายให้บริการ

หมายเลขรถประจำทางที่ผ่านตลาดนัดจตุจักร ป้ายรถประจำทางหน้าสวนจตุจักร (ถ.พหลโยธิน)
รถธรรมดา: 3, 8, 26, 27, 28, 29, 34, 38, 39, 44, 52, 59, 63, 77, 90, 96, 104, 108, 122, 126, 134, 136, 138, 145, 182, 188
รถปรับอากาศ : ปอ.3, ปอ.28, ปอ.29, ปอ.34, ปอ.39, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.63, ปอ.77, ปอ.104, ปอ.126, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145, ปอ.157, ปอ.177, ปอ.502, ปอ.503, ปอ.509, ปอ.510, ปอ.512, ปอ.517, ปอ.524, ปอ.529
ป้ายรถประจำทางหน้าจตุจักร เดย์ แอนด์ ไนท์ หรือ ตลาดนัดจตุจักร ประตู 1 (ถ.กำแพงเพชร 2)
รถธรรมดา : 26, 77, 96, 104, 122, 134, 136, 138, 145, 157, 182
รถปรับอากาศ : ปอ.77, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145, ปอ.157, ปอ.509, ปอ.517, ปอ.529, ปอ.536

วันเสาร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2553

สะพานกรุงเทพ




สะพานกรุงเทพ


              เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 รองลงจากสะพานพระพุทธยอดฟ้า เชื่อมระหว่างฝั่งพระนคร ซึ่งตั้งอยู่ในเขตบางคอแหลมบริเวณสี่แยกถนนตก และฝั่งธนบุรีในพื้นที่เขตธนบุรีบริเวณสี่แยกบุคคโล ใช้ในการคมนาคมทางบกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและปิด-เปิด ให้เรือรบเข้าออก ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบคอนกรีตอัดแรง โดยวิธีการอิสระซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย มีช่องทางจราจร 3 ช่อง ความยาวสะพาน 350.80เมตร ช่วงกลางน้ำยาว 226 เมตร เริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2502

ที่ตั้ง สี่แยกถนนตก แขวงบางคอแหลม เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ 10210
รถประจำทาง:1 15 17 22 75 89 205
รถปรับอากาศ: 4 สาย 38 ปอ.พ. 9 (สายใหม่) 20





ศาลหลักเมือง




ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร


                  ใจกลางกรุงเทพฯ ที่มีสีเขียว และความร่มรื่นของต้นไม้แห่งนี้ มีเสียงแห่งประวัติศาสตร์ก้องอยู่ ณ ที่นี้... เสียงสะท้อนแห่งที่มาของกรุงรัตนโกสินทร์เมื่อครั้งสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงแห่งใหม่ ได้ถูกจารึกเป็นเครื่องหมายไว้ที่นี่ ด้วย "หลักเมือง" พร้องเสียงร่ำร้องจากอดีตถึงพิธีกรรมในการตั้งหลักเมือง นับเนื่องจากอดีต พิธีการตั้งเสาหลักเมืองไม่ใช่แบบแผนของชาวพุทธ แต่เป็นธรรมเนียมของพราหมณ์ที่มีมาแต่สมัยอินเดีย เรื่องของพิธีกรรมและไสยศาสตร์ จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง และเกิดเสียงเล่าขาน เป็นเรื่องราวพิสดารจากผู้เฒ่าในกาลก่อน

ประวัติความเป็นมา
                   พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ได้โปรดเกล้าให้กระทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๘ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๒๑ เมษายน ปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ เวลา ๖.๕๔ นาฬิกา การฝังเสาหลักเมืองมีพิธีรีตองตามพระตำราที่เรียกว่า พระราชพิธีนครฐาน ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลางวัดที่โคนเสา ๒๙ เซนติเมตร สูง ๑๘๗ นิ้ว กำหนดให้ความสูงของเสาหลักเมืองอยู่พ้นดิน ๑๐๘ นิ้ว ฝังลงในดินลึก ๗๙ นิ้ว มีเม็ดยอดรูปบัวตูม สวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง ล้วงภายในไว้เป็นช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง
                   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ทรงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานในอาคารศาลหลักเมืองที่สร้างใหม่ มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองกรุงศรีอยุธยา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕
                     ศาลหลักเมืองได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ มีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ เพื่อเตรียมการเฉลิมฉลองสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ครบ ๒๐๐ ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ด้านทิศเหนือจัดสร้างซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ คือเจ้าพ่อหอกลอง เจ้าพ่อเจตคุปต์ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง และพระกาฬไชยศรี มีการจัดละครรำ ละครชาตรี ให้ผู้ต้องการบูชา ว่าจ้างรำบูชาศาลหลักเมืองอยู่ด้านข้าง

ตำนานสืบสานประวัติศาสตร์

                      ครั้งโบราณถือว่าพิธีสร้างพระนคร หรือสร้างบ้าน สร้างเมือง จะศักดิ์สิทธิ์ต้องทำพิธีฝังอาถรรพ์ ๔ ประตูเมือง และต้องฝังเสาหลักเมืองแม้เสามหาปราสาทก็เช่นกัน การฝังอาถรรพ์ กระทำด้วยการป่าวร้องรียกผู้คนที่มีชื่อ อิน, จัน, มั่น และคง ไปทั่วเมือง เมื่อชาวเมืองเคราะห์ร้ายขานรับ ก็จะถูกนำตัวมาสถานที่ทำพิธี และถูกจับฝังลงหลุมเป็นๆ ทั้ง ๔ คน เพื่อให้ดวงวิญญาณของคนเหล่านั้นอยู่เฝ้าหลักเมือง เฝ้าปราสาท และประตูเมือง คอยคุ้มครองบ้านเมือง.. ป้องกันอริราชศัตรูและปัดเป่าโรคภัยมิให้เกิดแก่คนในนคร เรื่องราวเช่นนี้ มีเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
                        แม้ในการตั้งเสาหลักเมืองแห่งกรุงเทพมหานคร ก็ยังมีการกล่าวถึงว่าเมื่อครั้งพระบามทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้ตั้งพิธียกเสาหลักเมือง เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ สร้างความร่มเย็นเป็นสุขให้แก่ราษฎรและเพื่อเป็นนิมิหมายแสดงที่ตั้งแห่งพระนคร เมื่อวันที่ ๒๑ เดือนเมษายน ปีพุทธศักราช ๒๓๒๕ ซึ่งเสาหลักเมืองที่ใช้เป็นเสาไม้ชัยพฤกษ์ ที่ประกับด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ที่มี เส้นผ่าศูนย์กลาง ๗๕ เซนติเมตร สูง ๒๗ เซนติเมตร ที่มีความสูง ๑๘๗ นิ้ว และบรรจุดวงเมืองไว้ที่ยอดเสารูปบัวตูมบรรจุดวงชะตาของกรุงเทพฯ
                       ได้มีการสร้างเสาหลักเมืองใหม่ในสมัยรัชกาลที่ ๔ แทนของเดิมที่ชำรุดเป็นไม้ชัยพฤกษ์สูง ๑๐๘ นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง ๗๐ นิ้วมีอาคารยอดปรางค์อย่างที่เห็นในปัจจุบัน ในครั้งนั้นเล่ากันเป็นเรื่องพิสดารว่าก่อนตั้งเสาหลักเมือง พราหมณ์ได้ถือเอาฤกษ์ตามวันเวลา ภายในศาลหลักเมืองยังมีเทวรูปเจ้าพ่อสำคัญอีก ๕ องค์ คือ เทพารักษ์ เจ้า พ่อหอกลอง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง เจ้าพ่อเจตคุปต์ และพระกาฬไชยศรี
                         ซึ่งหญิงมีครรภ์จะเดินเข้ามาใกล้ปากหลุม ครั้งถึงวันเวลานั้น หญิงมีครรภ์คนหนึ่งเดินมาใกล้ปากหลุมจึงถูกผลักลงหลุมไป และทำพิธีตั้งเสาหลักเมืองฝังร่างหญิงคนนั้นไว้กับเสา เรื่องราวน่าเวทนาที่ใช้ชีวิตคนเป็นๆ ฝังไว้กับเสานี้ ไม่มีข้อมูลใดๆ มายืนยัน คงเป็นแต่เพียงเรื่องที่เล่าต่อๆ กันมาแม้ในพงศาวดารก็ไม่มีบันทึก ด้วยการตั้งเสาหลักเมืองถือเป็นพิธีมหามงคล ซึ่งพระมหากษัตริย์กระทำเพื่อให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุขแก่ราษฎร การนำชีวิตผู้คนมาฝังทั้งเป็น ซึ่งไม่ใช่เรื่องมงคลจึงไม่น่าเป็นเรื่องจริง แต่อาจเป็นด้วยกาลเวลาหรือผู้เล่าเห็นแปลกในการประกอบพิธีกรรมอย่างพราหมณ์จึงแต่งเติมเรื่องราว ให้ดูแปลกไปเหมือนอย่างนิยายปรัมปรา

                          ในกาลต่อมา เมื่อเสาหลักเมืองและตัวศาลเริ่มชำรุดด้วยกาลเวลาที่ล่วงไป จนลุเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ พระองค์ผู้ทรงปรีชาชาญในด้านโหราศาสตร์ ได้ตรวจดวงชะตาบ้านเมือง และพบว่าดวงชะตาของพระองค์เป็นอริแก่ลัคนาดวงเมือง จึงโปรดเกล้าให้ขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดทำเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ ด้วยแกนไม้สักประกับนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ๖ แผ่น บรรจุดวงเมืองในยอดเสาทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า ๕ เมตร และอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ประดิษฐานในศาลใหม่ที่มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาว เมื่อปีพุทธศักราช ๒๓๙๕
                           จากนั้นมา ศาลหลักเมืองก็ได้รับการปฏิสังขรณ์อีกหลายครั้ง จวบจนปัจจุบัน ศาลหลักเมืองได้รับการบูรณะอย่างสวยงามภายในตัวมณฑปด้านทิศเหนือได้ถูกจัดสร้างเป็นซุ้มสำหรับประดิษฐานเทพารักษ์ทั้ง ๕ คือ เจ้าพ่อหอกลอง, เจ้าพ่อเจตคุปต์, พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, และพระกาฬไชยศรี โดยมีเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ ๔ ตั้งอยู่ด้านหน้า และเสาหลักเมืองในรัชกาลที่ ๑ ตั้งอยู่ทางช่องประตูมุขขวา ในวันนี้ เสียงลือเสียงเล่าถึงเรื่องราวของผู้สังเวยชีวิตที่ก้นหลุมเสาหลักเมือง ได้ลางเลือนไปตามวันเวลา เป็นเรื่องเล่าปรัมปราที่ยังไร้เหตุแห่งความจริง
                            คงเหลือไว้เพียงภาพปัจจุบัน ของความเชื่อถือศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์แห่งเสาหลักเมือง ซึ่งอยู่ภายในศาล ที่ผู้คนยังคงแห่แหนจากทั่วสารทิศ นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เพื่อพึ่งพาอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้คอยปกปักรักษา ปกป้องคุ้มภัย

                            ทุกวันนี้ศาลหลักเมืองจึงยังคงประดุจหลักใจ หลักชัย ที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ดังพระประสงค์ขององค์ปฐมบรมกษัตริย์เฉกเช่นที่เคยเป็นมาแต่ครั้งอดีต จวบจนปัจจุบัน

วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

BANGKOK




Attractions Of  Bangkok
Grand Palace
King Rama 1 moved his capital from Thonburi to Bangkok in 2325 when BC has ordered. To build a new palace. In the Grand Palace When the first building consists of three parts: the Royal Castle Maha Montien place. And Temple of the Emerald Buddha, with an area 132 rai style building plan similar to the old Royal Palace. In the Ayutthaya period. The Temple of the Emerald Buddha. In the palace. As Wat Phra Sri Sanphet. In Ayutthaya Moo those are the key throne.

Dusit Maha Prasat Throne Hall.
Maha Prasat Throne Hall, formerly known attributes. Use of Royal important royal ceremonies auspicious. And perform various charitable royal castle royal robes annihilation. Near the Dusit Maha Prasat Throne Hall. Used as a residence li. Ç royal vehicle. Casting machine, and sat in the Royal procession.


Pi manrattaya Throne Hall.
Created in 2332 BC in the reign of King Rama. He used a rally Maha Association. For the royal family. And vassal in the department. Audience with the King Oisriiis. And decorations.

Chakri Maha Prasat Throne Hall.

Built in the reign of King Rama V reign in 2419 BC, when used as a supporting royal visitor Rnrchahibde the floor. Head of state or class. From the throne are also other important Moo like a Nat King Rat ç at a General Association. Hall Place Boromaat information. Assumed the throne Thewarat Oupbeei. Borom Huge Hall static. Emperor Throne paradise Thaksin vast throne, etc..